อาศรมวงศ์สนิท

15 มี.ค. 2551


แคนโต้ หมายเลขหนึ่ง โดย ฟ้า พูลวรลักษณ์


เหตุใดผีเสื้อจึงงามกว่าหนอน
แม้มันจะเป็นสัตว์ประเภทเดียวกัน
เพราะผีเสื้อมีหน้าที่สืบพันธุ์

๓๑
ข้ากำลังรอให้น้องของข้าตาย
เพื่อจะได้รักน้อง
อย่างเต็มที่

๔๙
ก้อนหินเงียบ ต้นหญ้าเงียบ
หนึ่งไม่ต้องการอะไร
หนึ่งต้องการความเจริญเติบโต

๕๕
นมข้างซ้ายของเธอเงียบ
อดทน
เหมือนเสียงเรียกจากหัวใจ

๕๗
มีเวลาใดของข้าเป็นของข้าอย่างแท้จริง
ข้าพบว่า
เวลาที่ข้าเกลียด

๖๑
ความงามของน้ำตก
อาจอยู่ที่
ฟองสีขาวอันไร้ค่านับหมื่น

๑๒๕
ข้าเกลียดเด็กอัปลักษณ์คนนั้น
ข้าสะทือนใจ
นี้คือความยุติธรรม

๓๐๓
วูบหนึ่งข้าเปลี่ยนความคิดต่อสิ่งที่ข้าเคยคิด
ดอกบัวดอกใดบังอาจ
มาสร้างรอยย่นบนผิวบึง


*** ที่มา : http://www.thaicanto.com
คนแรกที่แนะนำให้รู้จักแคนโต้ คืออุเทน อุเทนยืมมาจากห้องสมุดประชาชนองครักษ์ แล้วก็ให้เราอ่าน เราว่าช่างเป็นกวีที่เท่ห์ชะมัด แม้จะเข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่งก็เหอะ ไปดูที่เว็บของเขาโดยตรงก็ได้นะ เพราะนี่เราตัดมาแค่บางส่วน เว็บเขายังเท่ห์เลยแฮะ คนอาไร้

13 มี.ค. 2551

ในที่สุด

เออ ในที่สุด ก็เข้ามาแก้ไขอะไรในบล็อกนี้ได้เสียที ร่ำ ๆ ว่าจะลบทิ้งแล้วเนี่ย เพราะนอกจากจะไม่มีใครเข้ามาอ่าน (นอกจากตัวเอง) ยังแก้ไขอะไรไม่ได้เลยอยู่พักใหญ่ วันนี้ลองเสี่ยงเข้ามา กะว่าถ้าแก้ไม่ได้อีก จะลบแล้วนะคะ

แต่ก็ดันปรากฏว่าเจ้าหล่อนเกิดใช้การขึ้นมาได้ ในห้วงลมหายใจสุดท้ายซะงั้น

เราก็คงใช้งานมันต่อไป แต่ต้องจัดระเบียบให้ดี ว่าระหว่าง blogspot กับ http://universe111.spaces.live.com เนี่ย ควรต่างกันอย่างไร ไม่งั้นก็จะเหมือนบันทึกมั่ว ๆ พอกัน

ช่วงนี้ปิดเทอมแล้ว เลยมีเวลาทำตัวเหลวไหลมากขึ้น ออกจะเหลวไหลจนเกินงามด้วย เพราะต้องส่งเกรดวันจันทร์แล้ว ยังเอ้อระเหยลอยชายอยู่ได้

อืม ๆ ไม่ได้เขียนนาน เลยนึกไม่ออกว่าจะเขียนสิ่งใด ไว้วันหลังก็แล้วกัน

13 พ.ย. 2550

My lovely Kim Sam Soon

เป็นคนไม่ค่อยดูหนังละครเกาหลี เพราะเป็นพวกชอบต่อต้านอะไรที่คนเค้าเห่อกันเยอะ ๆ หนึ่ง หนังเกาหลีมันเศร้าหนึ่ง รักกันจนเลี่ยนหนึ่ง ฉะนั้น ต่อให้ใครต่อใครบอกว่าหนังเกาหลีดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่คิดจะดู

ยิ่งซีรีส์ยาว ๆ ยิ่งไม่เคยอยู่ในสมอง เคยซื้อแดจังกึมมาให้แม่ แต่ดูอยู่สองสามแผ่นแล้วก็เลิก เพราะยาวเกินไป ทนดูไม่ไหว เคยซื้อเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายเย็นชาอะไรสักอย่างให้พี่สาว แต่ก็ไม่ได้สนใจดูด้วย (ดูเอาเถิดคนใกล้ตัวชอบละครเกาหลีกันหมดเลย ยิ่งแม่นะ เสาร์อาทิตย์ไปไหนไม่ได้เลย ต้องรอแฟนเค้าล่ะ --- คุณจูมง)

แต่เมื่อสามสีปีก่อน ก็เคยติดซีรีส์ของไต้หวันกับเค้าอยู่เหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นสาว ๆ อาศรม ติดกันหมด ตั้งแต่ไอ้ฉุย ยันแม่ยุพิน นั่นก็คือเรื่อง แถ่น แท้น.... เอ่อ พูดแล้วอายว่ะ มันก็คือเรื่อง F4 รักใส ๆ หัวใจสี่ดวง นั่นเอง อ๊างงงงง พี่เต้าหมิงซื่อ

ช่วงนั้น ผู้หญิงอาศรมเป็นบ้าเต้าหมิงซื่อกับฮัวเจ๋อเล่ยกันเอามาก ถึงขั้นจะเปลี่ยนชื่อสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในอาศรมให้เป็นอนุสรณ์แก่พวกเขากันเลยทีเดียว เช่นว่า วรรณาคาร เราจะเปลี่ยนเป็น อาคารเต้าหมิงซื่อ เป็นต้น

ที่บ้านแม่ยุพินมีโปสเตอร์ F4 อันเท่าบ้านเท่าเมือง สมัยนั้นทุกคนจะมีแก้วน้ำเป็นรูป F4 (แม่ยุพินนั่นแหละซื้อแจก) ไอ้ฉุยถึงขั้นไปขอเอ่อ เขาเรียกอะไรนะ โปสเตอร์ผ้าใบที่พวก F4 โฆษณาเป๊ปซี่ผืนใหญ่ ๆ จากร้านไอ้หมวยน่ะ มันไปอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีก แต่ก็ไม่ได้ เพราะไอ้หมวยบอกต้องคืนบริษัทเขา (โชคดีไป นึกภาพโปสเตอร์เป๊ปซี่อันปะเล่อปะเต๋อแขวนอยู่ตรงวรรณาคารแล้วขนลุกทีเดียว)

ตอนนั้นเราเองก็บ้าใช่ย่อย ดูกันจนตาแฉะ 19 แผ่น ถึงขั้นเก็บไปฝันเลยล่ะ แต่พอมันมีภาคสองออกมา คนอื่นเขาดูกัน เราก็นึกเบื่อขึ้นมาซะงั้น ตกลงเลยได้ดูแค่ภาคแรก หลังจากนั้นมา ก็ไม่เคยดูซีรีส์อะไรกับเขาอีก แม้ว่าพี่อ้อย แม่ยุพิน พี่หมวยบ้าง จะสรรหาหนังชุดเกาหลีมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเพลงรักในสายลมหนาว ซอดองโย ฯลฯ ศรีสุดา ก็ไม่ดู ยิ่งกระแสสังคมภายนอกบ้าเกาหลี ยิ่งไม่อยากดู ถึงใครต่อใครจะบอกว่า “ของเขาดีจริง ๆ” ก็เหอะ

และแล้ว เมื่อตอนที่กลับไปอาศรมคราวล่าสุดนี่เอง คุณนฤมลก็ยื่นซองสองซองให้ บอกว่า “อ่ะ เธอเอาไปดูสิ พี่หมวยเค้าชอบมาก บอกว่าฉันต้องดูให้ได้ นางเอกแก่ อ้วน ปากเสีย แต่พระเอกเด็กกว่า หล่อรวย เค้าบอกดูแล้วจะมีความหวังกับชีวิต” เราเห็นว่าหนังมันมีสามแผ่น มลเลยบอกว่า “ดูแค่แผ่นแรกก็พอ แผ่นที่สองที่สามไม่สนุกแล้ว”

จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้ดูที่อาศรม เลยขอยืมมลกลับมาบ้านด้วย

มีวันนึงเซ็ง ๆ เลยหยิบขึ้นมาดู ตอนแรกนึกว่าแผ่นที่มลให้เป็นซีดี และเป็นหนังใหญ่ แต่ปรากฏว่าไอ้สามแผ่นนั่นน่ะเป็น dvd แถมเป็นซีรีส์เกาหลีซะด้วย มีตั้งหลายตอน อ๊างงงงงงงง จะไม่ดูก็ไม่ได้ หลวมตัวเปิดไปแล้วนิ มารู้ชื่อเรื่องหลังจากดูจบไปแล้วตอนนึง ว่าชื่อ My lovely Sam Soon หรือชื่อไทยว่า ฉันนี่แหละคิมซัมซุน (ทำไมไม่ตั้งว่า ซัมซุงให้สิ้นเรื่องสิ้นราววะ)

ตอนแรกกะดูแก้เซ็ง แต่ปรากฏว่า ดูตั้งแต่ทุ่มนึงยันตีสี่!!!

ต้องยอมรับ ว่าบทละครเกาหลีเหนือชั้นกว่าละครไทยมาก แม้จะเป็นละครรักกุ๊กกิ๊กก็เหอะ ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากกว่า พระเอกนางเอกมีอาชีพที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่ใช่ลอยไปลอยมา พระเอกละครไทยมักจะจบนอก แต่ก็ไม่ได้ทำ (ห่า) อะไร นอกจากวางแผนจีบหญิงไปวัน ๆ เรียนสูงซะเปล่า แต่นางร้ายมาหลอกอะไรก็เชื่อโม้ด

อย่างเรื่องนี้ นางเอกมีอาชีพเป็น “พาร์ทิซิเย่” ฮ่า ๆ ฉันสิท่าจะแย่ ไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสว่ะ เขียนไงไม่รู้แน่ รู้แต่ภาษาอังกฤษคือ Baker ภาษาไทยคือ คนทำเบเกอรี่

ละครเรื่องนี้ ทำให้ฉันเชื่อได้นะว่า นางเอกทำขนมเป็น และก็เป็นมืออาชีพจริง ๆ ไม่ว่าจะจากคำพูดคำจา ท่าทาง ขั้นตอนในการทำขนมแต่ละชิ้น เขาใส่ใจไปถึงกระทั่งตอนนางเอกออกแบบขนมหรือว่าเลือกส่วนผสมเล็ก ๆ น้อย ๆ

รายละเอียดพวกนี้ ละครไทยมักมองข้าม แต่จะไปเน้นตรงความรักของพระเอกนางเอกเป็นสรณะ พูดเรื่องนี้แล้วก็นะ เดี๋ยวนี้เวลาดูหนังหรือละคร หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะของไทยหรือของเทศ ถ้าพบว่าตัวละครมันรักกันปานจะกลืนโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเมื่อไหร่ เรามักจะทนดูไม่ค่อยได้ เพราะรู้สึกว่า พวกประสาท ใจคอจะรักกันอยู่สองคนหรือไง เด็กทั่วโลกอดตายวันละสามหมื่นกว่าคนเนี่ย เคยรู้มั่งไหมคะ คิดว่าความรักของตัวเองยิ่งใหญ่นักหรือไง หา!

ในละครไทยที่เราเคยดูมาเนี่ย จะเน้นพระเอกนางเอกเท่านั้น ตัวละครอื่น ๆ คือตัวประกอบ ทุกสิ่งที่พวกตัวประกอบทำ มักจะเป็นไปเพื่อสนับสนุนบทพระเอกนางเอก แต่ในซัมซุนเนี่ย (ขอเรียกสั้น ๆ นะ) แม้แต่ตัวละครรอง ๆ ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ Unique มาก ๆ มีบทที่เด่นด้วยตัวเอง โดยไม่ใช่เพื่อเสริมบทพระเอกนางเอก

แม้แต่เลขาของยัยปลาดุก (ซัมซุนเรียกแม่พระเอกว่ายัยปลาดุก) ที่มานั่งทำหน้าตายไปวัน ๆ สุดท้ายละครก็ยังทำให้เห็นฉากที่เขาตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของเขา ซึ่งถ้าเป็นละครไทยเนี่ย หลังจากที่พระเอกนางเอกไปคืนดีกันที่ทะเลเรียบร้อยแล้ว ตัวประกอบหลายตัวมักหายไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

มันทำให้เรานึกขึ้นมาว่า ชีวิตทุกคนมีค่าเท่ากัน ทุกคนเป็นตัวละครเอกในชีวิตของตัวเอง แต่ที่กล้องถ่ายภาพของซัมซุนเยอะหน่อย เพราะนี่ดันเป็นละครของเธอ และในขณะที่กล้องจับภาพเธออยู่นั้น ตัวประกอบตัวอื่นก็กำลังใช้ชีวิตของพวกเขาต่อไป ซึ่งอาจสนุกและมีความหมายไม่แพ้กัน

อ้าวจริง ๆ นะ มันส่งผลให้รู้ไปว่า ไม่มีใครเหนือกว่าใคร Henry พระรองเรื่องนี้น่ารักจะตาย ไม่ด้อยกว่าพระเอกซักนิด ยูฮีจิน แฟนเก่าพระเอก ก็ทั้งสวยน่ารัก มีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยม เราไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นพระเอกนางเอกแล้วจะวิเศษวิโสกว่าคนอื่นตรงไหน

หันมามองละครไทยกันหน่อยจิ๊ ในเรื่องทุกคนจะบอกว่านางเอกสวย ผู้ชายที่ไหนเห็นก็หลง ทั้งที่เห็นกะตาว่า นางร้ายสวยกว่าเห็น ๆ แต่เราก็จำยอมต้องเชื่อคนทำละครเค้าว่านางเอกสวยจริงแท้ตามบทจ้า

นางเอกแต่งตัวไปงานกลางคืน คนทั้งงานต้องหันมาตะลึงตึ่งตึ๊ง พระเอกต้องหล่อ รวย กลบรัศมีเพื่อนพ้องน้องพี่ลูกพี่ลูกน้อง เราว่านี่เป็นอิทธิพลสำคัญอย่างหนึ่งของสื่อที่ทำให้คนรู้สึกด้อย คนสมัยนี้ถึงยอมรับธรรมชาติของตัวเองไม่ได้ ต้องไปเสริมตลอดเวลา เพราะพวกเค้าถูกฝังหัวว่า ถ้าไม่สวย ไม่เก่ง ไม่ดูดี คุณจะถูกมองข้าม เหมือนตัวประกอบในละครไทยนั่นแล

ซัมซุนตัวบวม ๆ หน้าอูม ๆ ปากหนา ๆ แก่กว่าพระเอกอีกต่างหาก ถ้าละครไทยกล้าดึงพระเอกนางเอกลงมาจากหอคอยให้กลายเป็นคนธรรมดาไม่ต้องสวยเลิศเลอได้เมื่อไหร่ ตอนนั้นคงถึงจุดที่จะเริ่มพัฒนาได้แล้ว

เอาล่ะ ว่าจะเขียนเรื่อง คิมซัมซุน กลายเป็นด่าละครไทยไปซะฉิบ เอาแค่นี้ก่อน ง่วง แล้วค่อยมาเขียนต่อ

6 พ.ย. 2550

R

๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐
วันนี้วันแม่ ไปไหว้ย่ามา แต่เรื่องที่จะเล่าไม่เกี่ยวกับแม่หรอก เกี่ยวกับน้องชายของพ่อต่างหาก กินข้าวเย็นที่บ้านย่าเสร็จ เราก็ขับรถมาส่งแม่ก่อนแล้วกลับไปรับอาต๊ะ (น้องชายของพ่อ หน้าเหมือนพ่อมากกกกกกก เสียงยังเหมือนเลย) นั่งคุยกับย่าและอา ๆ อยู่พักใหญ่ เลยได้เรื่องน่าสนใจมา

เรื่องเกี่ยวกับอายง น้องชายคนถัดจากพ่อเรา (พ่อเราเป็นลูกชายคนโตของย่า แต่ไม่ใช่ของปู่นะ เพราะปู่เคยมีเมียและลูกมาก่อนจะเจอย่า) ชื่อจริงของอาคือ สุรเชษฐ์ ชมพันธ์ เราจำความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอาไม่ได้เลย เพราะอาตายไปตั้งแต่เรายังไม่เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่อากลับอยู่ในความทรงจำของเรามาตลอด เพราะนอกจากใครต่อใครจะพูดถึงอาอยู่เรื่อย ๆ แล้ว ในอัลบั้มรูปหนาปึกของพ่อเรา ก็มีรูปอาเยอะมาก

และหนึ่งในรูปถ่ายนั้น มีผู้ชายสวมหมวก ไว้หนวด กำลังเปิดประตู ตรงด้านหลังรูปเขียนไว้ว่า “ให้หนึ่งทายซิว่าคนที่อยู่หลังประตูคือใคร” ก็คืออายงนั่นแหละ อาเคยไปทำงานที่ประเทศซาอุฯ ระหว่างนั้นก็ส่งจดหมายมาหาครอบครัวของเราบ่อย ๆ แล้วก็ส่งรูปมาด้วย
จำได้แว่ว ๆ ว่า เราเป็นหลานคนโปรดของอา ชื่อหนึ่งนี่อาก็ตั้งให้ เห็นว่าอาเอามาจากชื่อแฟนของแก (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เราเคยได้ยินจากพ่อเมื่อตอนเรายังเด็กว่า อาเก่งเรื่องวาดรูป เคยเป็นคนวาดรูปให้พวกโรงหนังด้วย อาคงมีเลือดศิลปินในตัวอยู่เหมือนกัน
อาชอบฟังเพลง มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงเสียงด้วย ซึ่งในชนบทเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเนี่ย ของพวกนี้น่าจะไม่ใช่ธรรมดาเลยล่ะ ใครไม่รู้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่อาเสียใหม่ ๆ แผ่นเสียงของอาก็บรรเลงเพลงโดยไม่มีใครไปเปิด คนที่บ้านก็หลอนกันไปพักใหญ่ เดือดร้อนต้องนิมนต์พระมาสวดเลยทีเดียว

อาตายไปตั้งแต่เราอายุได้สี่ห้าขวบ ตอนนั้นอายุของอาน่าจะราว ๆ สามสิบ ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ แต่พอได้ฟังเรื่องของอายงจากอาต๊ะแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่อาจะอายุสั้น เพราะอาเป็นคนที่พิเศษมาก พิเศษจนกระทั่งวันตาย ถ้าอาตายตอนเราอายุได้ห้าขวบ ถึงตอนนี้ถ้าอายังมีชีวิตอยู่ อาจะมีอายุราว ๆ ห้าสิบสามปี เราเชื่อว่า เราคงจะรักและสนิทกับอามาก อาคงจะเข้าใจความฝันของเราได้มากกว่าญาติพี่น้องคนอื่น ๆ

อาเรียนจบมศ. ๓ ถือว่าสูงทีเดียวล่ะ สำหรับคนบ้านนอกคอกนาสมัยนั้น เป็นครูใหญ่ได้สบาย ๆ และก็มีคนมาขอให้อาเป็นครูจริง ๆ นั่นแหละ แต่อาไม่เอา แกไม่ชอบ (เห็นไหม ว่าถ้าอาอยู่อาต้องเข้าใจที่เราไม่อยากเป็นครูแน่เลย) อาชอบอิสระ และอาก็เก่งหลายอย่าง พอที่จะเลี้ยงตัวเองรอดได้ แม้ไม่มีงานประจำ
ใช่ล่ะเราเป็นคนหนองคาย แต่บรรพบุรุษทางพ่อมาจากอุบลฯ พ่อเรากับอา ๆ ก็เกิดที่อุบลฯ แต่อพยพมาอยู่ที่หนองคาย เพราะอุบลแล้งหรือไงไม่ทราบ อาเป็นคนเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก คะแนนสอบทั้งจังหวัด อาแพ้อยู่คนเดียวเท่านั้น แพ้ผู้หญิงเสียด้วย อาสอบได้ที่สอง ที่หนึ่งคือลูกสาวผู้ว่าสมัยนั้น (ใครช่วยไปค้นให้หน่อยไป ว่าผู้ว่าอุบลฯ สมัยนั้นชื่ออะไร)
อย่างที่บอกไปแล้วอาวาดรูปเก่ง วาดผนังโบสถ์ยังเคยเลย ทุกวันนี้วัดที่หมู่บ้านเราก็ยังเหลือผลงานของอา อาต๊ะบอกว่าเวลานั่งคุย ๆ กันอยู่ เผลอแผล็บ ๆ อาก็วาดรูปคนที่คุยกับอาได้แล้ว แถมหน้านี่เหมือนไม่ผิดเพี้ยนเลย อาวาดรูปได้ตลอดเวลา
อาเขียนหนังสือได้สวยมาก อาต๊ะเองก็ตัวหนังสือสวย เพราะอายงเป็นคนสอน อายงเขียนได้ตั้งแต่ดินสอ พู่กัน ไปจนถึงปากกาสปีดบอล เขียนป้ายใหญ่ ๆ ก็ได้ (พ่อเราเองก็เขียนตัวหนังสือสวยนะ สวยแบบคนโบราณน่ะแหละ)

อาเป็นคนเก่งรอบด้าน เป็นพหูสูตว่างั้นเหอะ อาถึงปฏิเสธอย่างไม่ใยดีแม้จะมีคนติดต่อให้ไปเป็นครู (คนที่บอกว่า เป็นครูวิเศษตรงไหน ทำไมต้องอยากเป็น อยากให้นึกถึงสมัยก่อน ชนบทที่มีแต่คนทำนาหน้าดำ แห้งแล้ง แล้วจะรู้ว่าทำไมการเป็นครูถึงได้ดูวิเศษวิโสนัก) เราถามว่าอาต๊ะว่า
“ไม่เป็นครู แล้วอายงเค้าทำมาหากินอะไรล่ะ?”
“ก็อยู่บ้านเฉย ๆ นี่แหละ” โห ศิลปินสุด ๆ “แค่คนมาจ้างไปรักษา ไปฉีดยา แกก็อยู่ได้แล้ว”
“หา อาเป็นหมอด้วยหรือ”
“แกได้ใบประกอบโรคศิลป์ด้วยซ้ำ เรื่องสมุนไพรแกรู้ดีที่หนึ่ง อ้ายเราเห็นเป็นหญ้าว่าจะไปตัดทิ้ง แกบอกว่าอย่าตัดนะ แถวนี้เป็นยาหมด ต้นมะม่วงแกยังบอกเป็นยาเลย”

เสียดายชะมัด ที่เราเกิดช้าไป ถ้าอายังอยู่ตอนนี้เราจะเรียนจากอาให้หมดเลย ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยยังได้ อย่าเพิ่ง ๆ อย่าเพิ่งบอกว่าเท่านี้หรือจะถึงขั้นเรียกว่าพหูสูต อาเราเก่งอีกหลายเรื่อง พิมพ์ ๆ ไป เรานึกถึงใครรู้ไหม เรานึกถึงจิตร ภูมิศักดิ์ เขาก็เก่งสารพัดอย่างนี้เช่นกัน นอกจากเก่งเหมือนกันแล้ว เราว่าอาเรากับจิตรยังเป็นคนจริงเหมือนกันด้วย ใจนักเลง กล้าพูด กล้าทำ เพียงแต่อายังไม่มีความคิดเรื่องสังคมนิยม (ดูเหมือนว่าจะปัจเจกนิยมซะมากกว่า)

อาเก่งภาษาอังกฤษขั้น Influent อีกต่างหาก ตอนอาสมัครไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบีย อาสมัครไปในฐานะแรงงานก่อสร้าง ตอนนั้นมีคนไทยไปพร้อมกันประมาณสี่ร้อยคน ล่ามที่โน่นเข้ามาถามว่า “ใครพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง” ในสี่ร้อยคนนั้น มีอาคนเดียวที่ยกมือ อาจึงไม่ได้ทำงานใช้แรง แต่ได้ไปทำงานในออฟฟิศแทน อาทำงานอยู่ที่นั่นถึงสี่ปี ไป ๆ มา ๆ เลยไม่ใช่เก่งภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่ได้ภาษาอาหรับเพิ่ม อากลับมาจากซาอุแล้ว ก็ปรารภว่าไม่อยากไปซาอุฯ อีกแล้ว อาตั้งใจว่าจะเดินทางไปแถวอเมริกาใต้แทน แต่ยังไม่ได้ไปก็เกิดอุบัติเหตุซะก่อน

นึกไปนึกมา พ่อเราก็เป็นคนเรียนเก่ง พ่อจบชั้นปอสี่ แต่พ่อสอนภาษาอังกฤษเราตอนอยู่ปอหกได้น่ะ ต้นตระกูลพ่อคงมีมันสมองดี แต่อาน่ะสิ คงเอาไปซะเยอะ ถึงได้เก่งออกปานนั้น อันที่จริงเราไม่ค่อยสนิทกับญาติทางพ่อนัก เราเป็นหลานตาหลานยาย ไม่คุ้นกับปู่ย่า แต่พอฟังอาต๊ะแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณปู่ย่าในเรื่องสมองเหมือนกัน ไม่งั้นคงจะโง่กว่านี้เยอะ
อาไม่ได้เก่งแต่เรื่องความรู้ เรื่องชีวิตอาก็ไม่แพ้ใคร ปกติอาเป็นใจเย็นมาก มีเหตุมีผล แต่ถ้าต้องมีเรื่องกับใครอาก็ไม่เคยกลัว เรื่องการบ้านการเมือง อาก็ไม่ด้อย คนหมู่บ้านเราเคยขอให้อาเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย แหม ติสท์อย่างอาเรามีหรือจะยอมเป็น พี่สาวเราบอกว่า ในสมัยก่อนนั้น อายงถือเป็นผู้มีปัญญาของหมู่บ้าน
สมบูรณ์แบบอย่างนี้ใครก็อยากได้เป็นเขย แต่จนแล้วจนรอดอาก็ไม่ได้แต่งกับใคร

อาดูหมอก็เป็นด้วยแน่ะ อาใช้วันเดือนปีเกิดมาทำเป็นกราฟชีวิต แม่นจนกระทั่ง อาทำนายได้ว่าตัวเองจะอายุสั้น อาเขียนกราฟชีวิตของตัวเอง แล้วก็บอกคนอื่นว่า อาต้องตายแน่ ๆ ไม่มีทางเลี่ยง ยังไงก็ตาย เพราะตอนอามีอายุได้สามสิบ กราฟชีวิตของอาอยู่ที่เลข O และไม่มีเส้นใด ๆ ค้ำไว้เลย อาเคยดูให้ปู่ล่วงหน้าว่าปู่จะดวงตกถึงขั้นปางตาย ปู่ก็ป่วยหนักจริง ๆ

เรารู้มานานแล้วว่าอาตกเหวที่วัดหินหมากเป้ง นึกว่าอาตายทันที แต่อาต๊ะบอกว่า อาตายที่โรงพยาบาล อานอนห้องไอซียูอยู่หลายวัน ย่าบอกยังคุยหัวเราะกันดี ๆ อยู่เลย พยาบาลที่โรงพยาบาลชอบอากันทุกคน เพราะอาสอนภาษาอาหรับให้พวกเธอ
วันที่ตาย อาอยู่ในห้องฉุกเฉิน หมอห้ามเยี่ยมเด็ดขาด แต่อากวักมือเรียกอาหนู (น้องชายของพ่อเราอีกคน) ที่อยู่ข้างนอก อาหนูจึงแอบปีนเข้าไปทางหน้าต่าง อายงเรียกอาหนูเข้าไปเพื่อจะบอกว่า “คงไม่รอดแล้วล่ะ กำลังจะไปแล้ว” และอาก็อธิบายให้อาหนูเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เนื่องจากว่าวันที่เกิดเหตุอาไปที่วัดกับเพื่อน อากลัวคนอื่น ๆ จะหาว่าเพื่อนหลอกไปฆ่า ความจริงมันเป็นอุบัติเหตุ สั่งเสียอธิบายเสร็จ อาถึงตาย
ดูสิ จะไม่ให้เราบอกว่า อาเป็นคนพิเศษจนกระทั่งวันตายได้อย่างไร อาต๊ะยังบอกเลยว่า
“ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ ได้รู้จักคนมา ยังไม่เห็นใครเทียบกับพี่ยงได้เลย”

26 ก.ย. 2550

มันจะทำอะไรได้หรือยังเนี่ย

ไม่ใช่ว่าไม่อยากเขียนบล็อกนะ แต่มันเป็นไรไม่รู้แก้ไม่ได้เลย หายไปสี่ห้าเดือน เลยกลับมาลองทำใหม่ เผื่อมันจะใช้การได้แล้ว ลองดู ๆ

27 ก.ค. 2550

หญ้าพันเพลา

เมื่อวาน เราออกจากโรงเรียนเย็นมาก ขับไปได้สักสองสามกิโล ดันนึกขึ้นมาได้ว่าลืม laptop ไว้ที่โรงเรียน เลยจะเลี้ยวรถกลับ ก็ถอยรถลงข้างทาง ถนนที่เราขับมาก็ราดยางมะตอยนี่แหละ แต่ทางแยกที่ถอยท้ายรถลงไปนั้น มันคือทางเล็ก ๆ ที่ต่อกับที่นาชาวบ้าน อ้ายเราก็ถอยไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่เห็นว่าแถวนั้นเป็นป่าหญ้า (จริง ๆ ทางโล่งก็มี แต่มันแคบ เรายังถอยรถไม่ค่อยเก่ง เลยพลาดไถลไปตรงหญ้า)

ถอยไปปุ๊บ จะเดินหน้าต่อเพื่อเลี้ยวกลับ ไปต่อไม่ได้เว้ย บรืน! เสียงดังลั่นก็ไม่ไป เหยียบสุดเท้าก็ไม่ไป แง้ ตอนนั้นก็เริ่มเย็นมากแล้ว เป็นอะไรวะ เลยเดินลงไปดู โหย แมลงอะไรต่ออะไรรุมกัดยุบยับไปหมด มองดูแล้ว อ้าว โคลนก็ไม่มี หลุมไม่มี มันติดอะไรเล่า แง้ ๆ ๆ กลัวไม่เท่าไหร่นะ แต่อายนี่ดิ เพราะแถวนั้นทางผ่านของเด็กโรงเรียนเรา เกิดเด็กมาเห็นทำไงเนี่ย (หน้าสิ่วหน้าขวาน ดิฉันก็ยังจะดัดจริตหน้าบางขึ้นมาอีก)

สารภาพว่าปกติ บางทีเราก็ดื้อต่อพระเจ้า อวดดีกับจักรวาล เชิดใส่ universal love แต่ชั่วขณะนั้น สวดอ้อนวอนไม่ได้หยุดหย่อน "พ่อจ๋าช่วยลูกด้วย ๆ ๆ" ยอมหมอบราบคาบแก้วจมดินไปเลย

เดินลงมาดูรถหลายรอบมาก ตอนนั้นเหงื่อก็แตกพลั่ก ๆ แล้ว อากาศก็ร้อน รถก็ไม่มีแอร์นิ รถก็บรืน ๆ ต่อ แต่ไม่มีวี่แววเลย ผ่านไปสิบนาทีได้ (มั้ง) เราก็เอาไม้ไปขวางล้อหลังไว้ ไม่ให้รถถอยกลับไปได้ แต่ก็เริ่มรู้แล้วว่ามันคงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เพราะพบแล้วว่า ต้นเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากหญ้าที่เข้าไปพันเพลารถ เอาไม้ไปขวางล้อไว้ มันจะช่วยได้ตรงไหนวะ แต่ไม่รู้แล้ว นาทีนั้น จะให้ทำอะไรก็ยอม

และแล้ว สิ่งที่กลัวก็เป็นจริง เด็กนักเรียนโรงเรียนเราผ่านมาจริง ๆ จอดแวะเข้ามาถามด้วย "รถเป็นอะไรคะ" โชคดีสุด ๆ อยู่ ๆ รถวิ่งขึ้นไปได้เฉยเลย "ไม่เป็นอะไรค่ะ ขอบคุณมาก ถ้าหนูไม่ผ่านมา เห็นทีครูจะขึ้นมาไม่ได้" 555

พูดเสร็จเด็กก็จากไป ไอ้เราก็ขับแถ่ด ๆ ขึ้นมา รอดพ้นมาอยู่บนถนนใหญ่ได้แล้วก็จริง แต่ปัญหายังไม่จบ เสียงรถดังครืด ๆ อ้าว เป็นอะไรอีกวะ

เราจอดรถ ก้มหัวลงดูใต้ท้องรถอีก โหย เสียดายลืมถ่ายรูปมาให้ท่านผู้ชมดู หญ้ามันเข้าไปพันหนาเป็นคืบ ดึงออกมาได้นิดเดียว ไม่ไหวเลยจริง ๆ คือ ถ้าคนอย่างเราบอกว่าดึงไม่ไหว ก็เชื่อเหอะว่ามันต้องติดแน่นสาหัสสากรรจ์มาก เพราะเรานี่มือเปิดขวด เปิดฝา ดึงจุก อะไรสารพัดที่เพื่อน ๆ ไม่สามารถ พลังเยอะสมตัวว่างั้นเหอะ แต่เจอหญ้าพันเพลาเข้าไป โหย หมดแรง ก็นึกดูนะ ตอนที่เราเหยียบคันเร่งล้อหมุนบรืน ๆ น่ะ มันพันหญ้าเข้าไปกี่รอบล่ะ เราอยู่ตรงนั้นเป็นสิบนาทีนะ

เราขับต่อไป ทั้งที่รถมันดังแถ่ด ๆ อยู่อย่างนั้นล่ะ เพราะเห็นแล้วว่ามีบ้านคนอยู่ไม่ไกล ไปถึงก็จอด พยายามถ่อมตัวถ่อมใจ เลิกหน้าบาง เข้าไปขอยืมมีดเขามาตัดหญ้า เขาอยู่กันเป็นครอบครัว พี่ผู้ชายยื่นมีมาให้ ไอ้เราก็มุดหัวเข้าใต้รถ ตัดหญ้าแควก ๆ แต่มันเหนียวมาก เค้าให้มีดบางเฉียบมาด้วยอ่ะ ยากจัง ในใจก็บ่นเจ้าของมีดแล้ว "อะไรเนี่ย ให้ยืมมีดแล้ว ก็รู้จักมาช่วยมั่งสิ ต้องให้ขอด้วยเหรอ" แน้!

ในที่สุดเขาก็เดินมา ไม่ใช่เพราะร้อน ๆ หนาว ๆ กับความคิดแสบ ๆของเราหรอกนะ แต่เค้าอุ้มลูกให้เมียอยู่ เมียเค้าเพิ่งเสร็จงานอะไรสักอย่าง แล้วก็มารับลูกไปแทน เขาเลยว่างมาช่วยเราได้

พี่เขาก็มุดเข้ามารับมีดจากเรา ตัดฉับ ๆ เราก็ช่วยดึงหญ้าออกมา จนเสร็จ ไม่อาจบรรยายได้เลย ว่าหญ้ามันกองใหญ่มากกกกกกกก ทุกคนที่ผ่านมาเจอร้องโอยโหย งงว่าไปหอบมาได้ไงเยอะขนาดน้าน

สุดท้ายก็กลับไปถึงโรงเรียน แบบขมุกขมัวมาก พี่ที่โรงเรียนเห็นก็สงสัยเสื้อผ้าเป็นอะไร เราต้องรีบเล่าให้ฟัง กลัวเขาคิดว่าเราแอบไปฉุดใครลงข้างทางมารึเปล่า พี่เขาฟังแล้วก็ขำใหญ่
เอาล่ะ เน็ตไม่ค่อยดี เอาเท่านี้ก่อน

เรื่องดี ๆ

ในที่สุดก็กลับมาบล็อกนี้อีกละ ก็ space น่ะสิ เป็นอะไรก็ไม่รู้ แก้ไขไม่ได้เลย ทั้งที่กำลังมีอารมณ์อยากเขียนมาก มีหลายเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์นี้ แม้บางเรื่องจะขลุกขลักเหมือนเป็นเรื่องไม่ค่อยดีอยู่บ้างก็เหอะ

เอาเรื่องนี้ก่อน มันเพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ รู้สึกปลื้มไม่หาย ทั้งที่ความจริง มันน่าจะเข้าท่ากว่านี้ ถ้าค่อย ๆ ไปเรียบเรียงให้เป็นเรื่องเป็นราว ตามลำดับมาเสียก่อน ไม่รู้อ่ะ คนมันปลื้ม ต้องแบ่งปัน ด่วน ๆ

ก็วันนี้น่ะสิ ขณะที่เรากำลังเดินลงมาจากอาคารเรียนจะไปโรงอาหาร เผอิญเจอเด็กผู้ชายเฮี้ยว ๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาโรงอาหาร อยู่ ๆ เด็กผู้ชายมอสามคนหนึ่ง ซึ่งเฮี้ยวมาก โดดเรียนเก่ง เกเร (เฮี้ยวไม่เฮี้ยวมีรอยสักอ่ะคิดดู) ก็พูดขึ้นว่า "ครูครับ ผมฮักครูครับ" เราก็งง ๆ แต่ก็ทำเฉย ๆ ไป ไม่รู้ว่าเขาพูดกับเราหรือเขาหมายถึงอะไร เพราะช่วงนั้น เขาก็เดิน เราก็เดิน ดูชุลมุน

พอเราเดินไปซื้อข้าว เขาก็พูดกับเราอีก "ครูครับ ผมฮักครูครับ" เราก็หันไปยิ้ม เขาก็พูดอีก "ครูครับ ผมฮักครูครับ" เราไม่รู้จะตอบว่าไง เลยบอก "ค่า ครูรู้แล้ว" เพื่อนเขาก็ว่า "เป็นอะไรของมึง ไอ้นี่" แล้วก็หัวเราะกัน

เราได้สอนเด็กคนนี้ สัปดาห์ละครั้งเท่านั้นเอง มิหนำซ้ำสอนในวันพฤหัส ซึ่งตรงกับวันหยุดบ่อยมาก ถ้าไม่หยุดก็มักจะเป็นวันทำกิจกรรม เอาเข้าจริง ๆ ตั้งแต่เปิดเทอมมาก็เรียนด้วยกันแค่สี่ห้าครั้งเท่านั้นเอง แต่เขาเป็นเด็กเฮี้ยว (ถ้าจำไม่ผิด ได้ข่าวว่าเคยท้าต่อยกับครูผู้ชายด้วยซ้ำ) ครั้งหนึ่งเขาเคยโดดเรียนวิชาเรา วันต่อมา เราเดินไปเจอเขาที่โรงอาหาร เลยถามเขาว่า "ทำไมไม่ค่อยเห็นเข้าเรียนเลย มีอะไรรึเปล่า ยังไงก็เข้าเรียนบ้างนะ จะได้จบ ๆ" เราก็พูดยิ้ม ๆ ไม่ได้ดุอะไร เขาก็ยิ้มแหย ๆ

บางวันเขาเข้าเรียน เขาก็ไม่ค่อยทำงาน เราเห็นเขาคุยเล่นกับเพื่อน เราก็เดินเข้าไปถาม ไม่ทำงานหน่อยเหรอ จะได้มีคะแนน เขาก็บอก ผมไม่มีปากกา เราก็ให้ยืม ไม่มีกระดาษก็หาให้ สุดท้ายเขาก็ทำ แล้วมาส่งแบบเขิน ๆ

เวลาเราเจอเด็กที่ไม่เรียนในห้อง ส่วนใหญ่เราก็ทำแบบนี้ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แม้บางทีจะโกรธเด็ก แต่เราจะไม่เก็บไว้แค้น โกรธกันชั่วโมงนั้นแล้วก็หาย เจอกันนอกห้องก็ยิ้มให้กันเหมือนเดิม แต่ยอมรับว่า วิชาที่สอนสัปดาห์ละชั่วโมงนี่ เราไม่หวังอยู่แล้ว ว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรพวกเขาได้ พอเจอเด็กโดดเรียนมาก ๆ เราก็ได้แต่ทำใจ

แต่พอเด็กคนนี้บอกว่า "ครูครับ ผมฮักครูครับ" เราดีใจแทบน้ำตาไหล ที่มีเด็กคนหนึ่ง รับรู้ได้ในสิ่งที่เราพยายามสื่อถึงเขา แถมยังเป็นเด็กที่ครูบาอาจารย์ขยาดอีกต่างหาก

ถ้าถามว่าเราต้องการอะไรจากการทำงานกับเด็ก เราบอกเลยว่า เราไม่กล้าหวังในเรื่องความเปลี่ยนแปลง เราไม่หวังว่าเด็กจะดีขึ้นแบบพลิกฝ่ามือ สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือ ทำให้เด็กรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกับพวกเขา เขาอาจเรียนไม่จบ เขาอาจโดดเรียน แต่เราจะยังคุยกันได้ เราแค่อยากติดตามรับรู้ชีวิตเด็กพวกนี้เท่านั้นเอง

เอาล่ะ มีกิจกรรมภาคบ่าย เราต้องไปแล้ว

ไว้จะมา update ใหม่

22 มิ.ย. 2550

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ที่บ้าน

วันนี้ รู้สึกถึงความกล้าที่เพิ่มมากขึ้น แม้จะยังสอนได้ไม่ดีนัก ทั้งพูดจาวกวน ประเด็นไม่ชัด ทำเด็กงง เบลอ ก็ตามที สัมผัสถึงความน่ารักของเด็ก ๆ ได้มากขึ้น

วันนี้สอนเด็กห้องมอหนึ่งทับหนึ่ง เราคิดว่านี่คงเป็นนิมิตรหมายอันดี ที่ว่าเราเริ่มเปิดใจมากขึ้น แม้แต่เด็กผู้ชายซน ๆ ยังน่ารักเลย เป็นสองชั่วโมงที่แม้จะเหนื่อย หนัก แต่กลับมีความสุขมาก ได้เข้าใกล้เด็กมากขึ้น ได้รับรู้ความรู้สึกของพวกเขามากขึ้น วันนี้เราให้เด็กช่วยกันจัดหนังสือ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า “อาจารย์ ขา หนูไม่อยากทำ” เราอธิบายอย่างใจเย็น ไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กเลย เข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงไม่อยากทำ เราตอบไปว่า “นี่เป็นงานเพื่อส่วนรวมนะจ๊ะ ครูรู้ว่าเหนื่อย แต่พอทำเสร็จแล้ว พวกเราก็จะมีห้องสมุดใช้กัน นี่ก็ไม่ใช่บ้านครู แต่ครูเองก็ต้องมาทำ ถือว่าหนูกำลังเสียสละเพื่อส่วนรวมนะ ถ้าเราไม่ทำ ห้องสมุดก็ไม่เสร็จ นักเรียนก็ไม่ได้ยืมหนังสือ” ไม่รู้ว่าช่วยเด็กได้มากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรเรามาอีก เราเองก็สบายใจกับคำตอบนั้น เรารู้สึกดีมาก ที่เด็กกล้าบอกเราว่าเขาไม่อยากทำ ทำให้เรามีโอกาสได้อธิบายให้เขาเข้าใจ ว่าเพราะอะไรเขาถึงต้องทำ

เรามีความสุขมาก ตอนที่เด็กผู้หญิงวิ่งเข้ามาถามว่าจะให้เขาช่วยเราทำงานยังไงบ้าง โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ มีความสุขกับความน่ารักของพวกเขา เรารู้สึกดีมาก ตอนที่เด็กผู้ชายเรียก “ครูครับ ๆ” แล้วก็เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เราฟัง ซักไซ้เราต่าง ๆ นานา ตอนที่เขียนอยู่นี้ ยังรู้สึกมีความสุขเลย พวกเขาน่ารักจริง ๆ เด็กสี่สิบคน วิ่งวุ่นกันทั้งห้อง แม้จะวุ่นวายแต่ก็แสนจะเบิกบาน

เรายังไม่ใช่ครูที่เก่งหรอกนะ หลายเรื่องเรายังแย่มาก เช่น การอธิบายวกวน การใช้ศัพท์ใหญ่ การพูดจาเป็นนามธรรม เรายังไม่สามารถกระตุ้นเด็กได้จริง ๆ บางชั่วโมง เราก็พูดเยอะมาก จนเหมือนเป็นการยัดคำตอบให้เด็ก

อย่างวันนี้ สอนมอสองทับสอง วิชาเพลงพื้นบ้าน คือวิชาภาษาไทยเสริมนั่นแหละ แต่เราพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ฟังเพลงพื้นบ้าน ถามถึงผลกระทบ เด็กบางคนก็บอกว่า “นี่มันวิชาสังคมหรือภาษาไทย” เราได้โอกาสอธิบายให้เด็กฟังว่า “ถ้าคุณไม่มีจิตสำนึก ก็ไม่มีทางที่คุณจะเข้าใจความงามของภาษาได้ คุณจะแค่ตอบให้ได้คะแนน แต่คำตอบไม่ได้มาจากใจ” จากนั้นก็ชวนเด็กคุยถึงสาเหตุของปัญหา เราโยงไปถึงเรื่องความทันสมัย (อันนี้เราคุยกับพี่อัญญิกมาก่อน เพื่อให้เราชัดมากขึ้นว่าเราจะคุยเรื่องอะไร) ว่าความเชื่อเรื่องความทันสมัยครอบงำพวกเราอย่างไรบ้าง ฮ่า ๆ เล่าไป เด็กก็งงไป

แม้จะมีเด็กส่วนหนึ่งสนใจ ตั้งใจฟัง แต่พออ่านจากคำตอบแล้ว มีไม่เกินสามคนที่ตอบอย่างเข้าใจ แถมมีคนส่งงานแค่สิบกว่าคน จากนักเรียนสามสิบคน คาดว่าคงเป็นผลจากเรื่องหนัก ๆ ของเรา แถมคำถามยังตอบยากอีก นักเรียนชายกลุ่มหนึ่งไม่ฟังกันเลยทีเดียว เมื่อก่อนเรารับไม่ได้ แต่ตอนนี้เราเริ่มดีขึ้นแล้ว แม้จะประสาทเสีย ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อยู่บ้างก็ตาม แต่พอนักเรียนส่งงานน้อย มันก็ดีอย่างหนึ่งคือ เรามีเวลาเขียน comment นักเรียนมาก

เราตอบพวกเขาแทบจะเหมือนเขียนจดหมาย บางคนเกือบเต็มหน้ากระดาษ เราไม่ได้บอกว่าเขาผิดถูกยังไงหรอกนะ แต่เราอธิบายให้เขาฟัง ว่าอะไรเชื่อมโยงกับอะไร บางคนนี่ตอบแบบโขกคำพูดเรามาเลย เช่น ใช้คำว่า “การครอบนำจากวัฒนธรรมตะวันตก” เขาคงได้ยินคำว่า “ครอบงำ” เป็น “ครอบนำ” น่ะ นี่เราก็เขียนจดหมายตอบนักเรียนว่า ครูอยากให้คำตอบมาจากตัวหนูเอง แม้คำตอบนั้นต่างจากของครูก็ไม่เป็นไร ครูอยากให้หนูเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ว่า หนูหลุดรอดจากการครอบงำของตะวันตก แต่มาอยู่ใต้การครอบงำของครูศรีสุดาแทน เรารู้สึกดีกับการได้ตอบเด็กเป็นจดหมายนะ เพราะอยู่ในห้อง เราแทบไม่มีโอกาสได้คุยอะไรกันอย่างลึกซึ้งเลย แต่มันก็ใช้เวลาเยอะมาก เหนื่อยด้วย แถมต้องเขียนอธิบายประเด็นซ้ำ ๆ ซักยี่สิบคน คุณก็จะเบื่อตัวเองแล้ว ว่ากรูพล่ามไรฟะ

เมื่อดูจากอาการเอ๋อของนักเรียนหลายคนในห้อง จากสมุดการบ้านที่ส่งน้อยมาก ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า นี่เราสอนเรื่องหนักไปหรือเปล่านะ เด็กเขาเรียนไปวัน ๆ ของเขาอย่างนั้นก็ดีอยู่แล้ว เราดันเอาเรื่องซับซ้อนมาให้เขาคิดตาม มันเกินวัยเขาหรือเปล่า ประกอบกับเรายังไม่คล่อง พูดจางง ๆ ให้เด็กมึนหนักเข้าไปอีก คราวนี้ดีขึ้นหน่อย ว่าเราชินกับความล้มเหลวขึ้นมาบ้างแล้ว เลยไม่เศร้ามาก ถ้าเป็นอาทิตย์ก่อน แค่เด็กทำหน้าเบื่อ เราก็กลับไปร้องไห้แล้ว วันนี้เกิดอาการขำตัวเองมากกว่า ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่นะ มันเหมาะแล้วหรือเปล่า

แต่พอโทรถามเพื่อน ๆ ก็ได้รับคำตอบในทางที่ให้กำลังใจ (พวกเพื่อน ๆ ก็เป็นอย่างนี้เสมอล่ะ) เก๋กับพี่อัญญิกบอกว่า มอสองไม่เด็กเกินไปหรอกที่จะรับรู้เรื่องสังคม ถ้ามีคนไม่รู้เรื่องบ้าง มันก็เป็นปกติของการจัดกระบวนการ มีคนเข้าใจสักคนสองคน ก็นับว่าใช้ได้แล้ว อืม ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย (เก๋บอกว่า พวกที่ไม่เข้าใจก็ช่างเถอะหนึ่ง นั่นน่ะบัวใต้น้ำ เอิ๊ก!)

แม้จะรู้สึกแย่กับตัวเองว่า ทำให้เด็กเสียเวลาเรียนหรือเปล่าวะ แต่ก็ตัดใจ หันไปมองในแง่ดีแทน อย่างน้อยมีคนเพี้ยน ๆ หลงเข้ามาสักปี ให้เด็กได้มีอะไรแปลก ๆ ในชีวิตบ้าง ไม่ถึงกะเลวร้ายหรอก แค่ได้มีโอกาสทำให้เด็ก ๆ มอหนึ่งได้หัวเราะในชั่วโมงของเราบ้าง ก็พอใจแล้ว