๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐
วันนี้วันแม่ ไปไหว้ย่ามา แต่เรื่องที่จะเล่าไม่เกี่ยวกับแม่หรอก เกี่ยวกับน้องชายของพ่อต่างหาก กินข้าวเย็นที่บ้านย่าเสร็จ เราก็ขับรถมาส่งแม่ก่อนแล้วกลับไปรับอาต๊ะ (น้องชายของพ่อ หน้าเหมือนพ่อมากกกกกกก เสียงยังเหมือนเลย) นั่งคุยกับย่าและอา ๆ อยู่พักใหญ่ เลยได้เรื่องน่าสนใจมา
เรื่องเกี่ยวกับอายง น้องชายคนถัดจากพ่อเรา (พ่อเราเป็นลูกชายคนโตของย่า แต่ไม่ใช่ของปู่นะ เพราะปู่เคยมีเมียและลูกมาก่อนจะเจอย่า) ชื่อจริงของอาคือ สุรเชษฐ์ ชมพันธ์ เราจำความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอาไม่ได้เลย เพราะอาตายไปตั้งแต่เรายังไม่เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่อากลับอยู่ในความทรงจำของเรามาตลอด เพราะนอกจากใครต่อใครจะพูดถึงอาอยู่เรื่อย ๆ แล้ว ในอัลบั้มรูปหนาปึกของพ่อเรา ก็มีรูปอาเยอะมาก
และหนึ่งในรูปถ่ายนั้น มีผู้ชายสวมหมวก ไว้หนวด กำลังเปิดประตู ตรงด้านหลังรูปเขียนไว้ว่า “ให้หนึ่งทายซิว่าคนที่อยู่หลังประตูคือใคร” ก็คืออายงนั่นแหละ อาเคยไปทำงานที่ประเทศซาอุฯ ระหว่างนั้นก็ส่งจดหมายมาหาครอบครัวของเราบ่อย ๆ แล้วก็ส่งรูปมาด้วย
จำได้แว่ว ๆ ว่า เราเป็นหลานคนโปรดของอา ชื่อหนึ่งนี่อาก็ตั้งให้ เห็นว่าอาเอามาจากชื่อแฟนของแก (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เราเคยได้ยินจากพ่อเมื่อตอนเรายังเด็กว่า อาเก่งเรื่องวาดรูป เคยเป็นคนวาดรูปให้พวกโรงหนังด้วย อาคงมีเลือดศิลปินในตัวอยู่เหมือนกัน
อาชอบฟังเพลง มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงเสียงด้วย ซึ่งในชนบทเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเนี่ย ของพวกนี้น่าจะไม่ใช่ธรรมดาเลยล่ะ ใครไม่รู้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่อาเสียใหม่ ๆ แผ่นเสียงของอาก็บรรเลงเพลงโดยไม่มีใครไปเปิด คนที่บ้านก็หลอนกันไปพักใหญ่ เดือดร้อนต้องนิมนต์พระมาสวดเลยทีเดียว
อาตายไปตั้งแต่เราอายุได้สี่ห้าขวบ ตอนนั้นอายุของอาน่าจะราว ๆ สามสิบ ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ แต่พอได้ฟังเรื่องของอายงจากอาต๊ะแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่อาจะอายุสั้น เพราะอาเป็นคนที่พิเศษมาก พิเศษจนกระทั่งวันตาย ถ้าอาตายตอนเราอายุได้ห้าขวบ ถึงตอนนี้ถ้าอายังมีชีวิตอยู่ อาจะมีอายุราว ๆ ห้าสิบสามปี เราเชื่อว่า เราคงจะรักและสนิทกับอามาก อาคงจะเข้าใจความฝันของเราได้มากกว่าญาติพี่น้องคนอื่น ๆ
อาเรียนจบมศ. ๓ ถือว่าสูงทีเดียวล่ะ สำหรับคนบ้านนอกคอกนาสมัยนั้น เป็นครูใหญ่ได้สบาย ๆ และก็มีคนมาขอให้อาเป็นครูจริง ๆ นั่นแหละ แต่อาไม่เอา แกไม่ชอบ (เห็นไหม ว่าถ้าอาอยู่อาต้องเข้าใจที่เราไม่อยากเป็นครูแน่เลย) อาชอบอิสระ และอาก็เก่งหลายอย่าง พอที่จะเลี้ยงตัวเองรอดได้ แม้ไม่มีงานประจำ
ใช่ล่ะเราเป็นคนหนองคาย แต่บรรพบุรุษทางพ่อมาจากอุบลฯ พ่อเรากับอา ๆ ก็เกิดที่อุบลฯ แต่อพยพมาอยู่ที่หนองคาย เพราะอุบลแล้งหรือไงไม่ทราบ อาเป็นคนเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก คะแนนสอบทั้งจังหวัด อาแพ้อยู่คนเดียวเท่านั้น แพ้ผู้หญิงเสียด้วย อาสอบได้ที่สอง ที่หนึ่งคือลูกสาวผู้ว่าสมัยนั้น (ใครช่วยไปค้นให้หน่อยไป ว่าผู้ว่าอุบลฯ สมัยนั้นชื่ออะไร)
อย่างที่บอกไปแล้วอาวาดรูปเก่ง วาดผนังโบสถ์ยังเคยเลย ทุกวันนี้วัดที่หมู่บ้านเราก็ยังเหลือผลงานของอา อาต๊ะบอกว่าเวลานั่งคุย ๆ กันอยู่ เผลอแผล็บ ๆ อาก็วาดรูปคนที่คุยกับอาได้แล้ว แถมหน้านี่เหมือนไม่ผิดเพี้ยนเลย อาวาดรูปได้ตลอดเวลา
อาเขียนหนังสือได้สวยมาก อาต๊ะเองก็ตัวหนังสือสวย เพราะอายงเป็นคนสอน อายงเขียนได้ตั้งแต่ดินสอ พู่กัน ไปจนถึงปากกาสปีดบอล เขียนป้ายใหญ่ ๆ ก็ได้ (พ่อเราเองก็เขียนตัวหนังสือสวยนะ สวยแบบคนโบราณน่ะแหละ)
อาเป็นคนเก่งรอบด้าน เป็นพหูสูตว่างั้นเหอะ อาถึงปฏิเสธอย่างไม่ใยดีแม้จะมีคนติดต่อให้ไปเป็นครู (คนที่บอกว่า เป็นครูวิเศษตรงไหน ทำไมต้องอยากเป็น อยากให้นึกถึงสมัยก่อน ชนบทที่มีแต่คนทำนาหน้าดำ แห้งแล้ง แล้วจะรู้ว่าทำไมการเป็นครูถึงได้ดูวิเศษวิโสนัก) เราถามว่าอาต๊ะว่า
“ไม่เป็นครู แล้วอายงเค้าทำมาหากินอะไรล่ะ?”
“ก็อยู่บ้านเฉย ๆ นี่แหละ” โห ศิลปินสุด ๆ “แค่คนมาจ้างไปรักษา ไปฉีดยา แกก็อยู่ได้แล้ว”
“หา อาเป็นหมอด้วยหรือ”
“แกได้ใบประกอบโรคศิลป์ด้วยซ้ำ เรื่องสมุนไพรแกรู้ดีที่หนึ่ง อ้ายเราเห็นเป็นหญ้าว่าจะไปตัดทิ้ง แกบอกว่าอย่าตัดนะ แถวนี้เป็นยาหมด ต้นมะม่วงแกยังบอกเป็นยาเลย”
เสียดายชะมัด ที่เราเกิดช้าไป ถ้าอายังอยู่ตอนนี้เราจะเรียนจากอาให้หมดเลย ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยยังได้ อย่าเพิ่ง ๆ อย่าเพิ่งบอกว่าเท่านี้หรือจะถึงขั้นเรียกว่าพหูสูต อาเราเก่งอีกหลายเรื่อง พิมพ์ ๆ ไป เรานึกถึงใครรู้ไหม เรานึกถึงจิตร ภูมิศักดิ์ เขาก็เก่งสารพัดอย่างนี้เช่นกัน นอกจากเก่งเหมือนกันแล้ว เราว่าอาเรากับจิตรยังเป็นคนจริงเหมือนกันด้วย ใจนักเลง กล้าพูด กล้าทำ เพียงแต่อายังไม่มีความคิดเรื่องสังคมนิยม (ดูเหมือนว่าจะปัจเจกนิยมซะมากกว่า)
อาเก่งภาษาอังกฤษขั้น Influent อีกต่างหาก ตอนอาสมัครไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบีย อาสมัครไปในฐานะแรงงานก่อสร้าง ตอนนั้นมีคนไทยไปพร้อมกันประมาณสี่ร้อยคน ล่ามที่โน่นเข้ามาถามว่า “ใครพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง” ในสี่ร้อยคนนั้น มีอาคนเดียวที่ยกมือ อาจึงไม่ได้ทำงานใช้แรง แต่ได้ไปทำงานในออฟฟิศแทน อาทำงานอยู่ที่นั่นถึงสี่ปี ไป ๆ มา ๆ เลยไม่ใช่เก่งภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่ได้ภาษาอาหรับเพิ่ม อากลับมาจากซาอุแล้ว ก็ปรารภว่าไม่อยากไปซาอุฯ อีกแล้ว อาตั้งใจว่าจะเดินทางไปแถวอเมริกาใต้แทน แต่ยังไม่ได้ไปก็เกิดอุบัติเหตุซะก่อน
นึกไปนึกมา พ่อเราก็เป็นคนเรียนเก่ง พ่อจบชั้นปอสี่ แต่พ่อสอนภาษาอังกฤษเราตอนอยู่ปอหกได้น่ะ ต้นตระกูลพ่อคงมีมันสมองดี แต่อาน่ะสิ คงเอาไปซะเยอะ ถึงได้เก่งออกปานนั้น อันที่จริงเราไม่ค่อยสนิทกับญาติทางพ่อนัก เราเป็นหลานตาหลานยาย ไม่คุ้นกับปู่ย่า แต่พอฟังอาต๊ะแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณปู่ย่าในเรื่องสมองเหมือนกัน ไม่งั้นคงจะโง่กว่านี้เยอะ
อาไม่ได้เก่งแต่เรื่องความรู้ เรื่องชีวิตอาก็ไม่แพ้ใคร ปกติอาเป็นใจเย็นมาก มีเหตุมีผล แต่ถ้าต้องมีเรื่องกับใครอาก็ไม่เคยกลัว เรื่องการบ้านการเมือง อาก็ไม่ด้อย คนหมู่บ้านเราเคยขอให้อาเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย แหม ติสท์อย่างอาเรามีหรือจะยอมเป็น พี่สาวเราบอกว่า ในสมัยก่อนนั้น อายงถือเป็นผู้มีปัญญาของหมู่บ้าน
สมบูรณ์แบบอย่างนี้ใครก็อยากได้เป็นเขย แต่จนแล้วจนรอดอาก็ไม่ได้แต่งกับใคร
อาดูหมอก็เป็นด้วยแน่ะ อาใช้วันเดือนปีเกิดมาทำเป็นกราฟชีวิต แม่นจนกระทั่ง อาทำนายได้ว่าตัวเองจะอายุสั้น อาเขียนกราฟชีวิตของตัวเอง แล้วก็บอกคนอื่นว่า อาต้องตายแน่ ๆ ไม่มีทางเลี่ยง ยังไงก็ตาย เพราะตอนอามีอายุได้สามสิบ กราฟชีวิตของอาอยู่ที่เลข O และไม่มีเส้นใด ๆ ค้ำไว้เลย อาเคยดูให้ปู่ล่วงหน้าว่าปู่จะดวงตกถึงขั้นปางตาย ปู่ก็ป่วยหนักจริง ๆ
เรารู้มานานแล้วว่าอาตกเหวที่วัดหินหมากเป้ง นึกว่าอาตายทันที แต่อาต๊ะบอกว่า อาตายที่โรงพยาบาล อานอนห้องไอซียูอยู่หลายวัน ย่าบอกยังคุยหัวเราะกันดี ๆ อยู่เลย พยาบาลที่โรงพยาบาลชอบอากันทุกคน เพราะอาสอนภาษาอาหรับให้พวกเธอ
วันที่ตาย อาอยู่ในห้องฉุกเฉิน หมอห้ามเยี่ยมเด็ดขาด แต่อากวักมือเรียกอาหนู (น้องชายของพ่อเราอีกคน) ที่อยู่ข้างนอก อาหนูจึงแอบปีนเข้าไปทางหน้าต่าง อายงเรียกอาหนูเข้าไปเพื่อจะบอกว่า “คงไม่รอดแล้วล่ะ กำลังจะไปแล้ว” และอาก็อธิบายให้อาหนูเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เนื่องจากว่าวันที่เกิดเหตุอาไปที่วัดกับเพื่อน อากลัวคนอื่น ๆ จะหาว่าเพื่อนหลอกไปฆ่า ความจริงมันเป็นอุบัติเหตุ สั่งเสียอธิบายเสร็จ อาถึงตาย
ดูสิ จะไม่ให้เราบอกว่า อาเป็นคนพิเศษจนกระทั่งวันตายได้อย่างไร อาต๊ะยังบอกเลยว่า
“ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ ได้รู้จักคนมา ยังไม่เห็นใครเทียบกับพี่ยงได้เลย”